วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ในเวิ้งใจหรือปาก

                                              เจ่าจับกับความเฉยเมยของก้อนสมองอันโง่เขลา     เอ่อ...เราหมายถึงความครุ่นคำนึงถึงการกลืนกินของปาก เราสาดกาแฟเข้าปากตกวันละ 7-8 ถ้วย เป็นความอยากของปากหรือความหิวกระหายของสันดานใจ       มิได้แสร้งดวดดื่มอวดอ้างศักยภาพของชีวิตแต่ประการใด   วิถีปากของเราเปลี่ยนไป การงดดื่มAlcoholทำให้ใจยักยอกความอยาก เหหาพฤติกรรมทดแทน โดยการยกถ้วยกาแฟซด แม้มิได้เหม่อเมาจากฤทธิ์เหล้าแกล้มถ้อยคำสนทนา แกล้มมะขามป้อม มะขามเปียก มะยม มะเฟือง มะดันฯลฯ จิ้มเกลือ ในวงเหล้าร่วมกับเหล่ามิตรสหาย แต่ก็ยังพอมีวงเหล้าบวกกาแฟ พอให้เรารู้สึกว่าชานเรือนมิอ้างว้างจนเกินไป55
  หลายครั้ง มีผู้คะยั้นคะยอให้เราร่วมดื่มAlcohoด้วย  เราทำได้เพียงแค่ยิ้มและบอกกล่าวอย่างคิดว่าสุภาพที่สุดว่า"เอ้ยของดก่อนโว้ย! อย่าเซ้าซี้เดี๋ยวความตั้งใจกูเสียศูนย์" ถึงวันนี้จิตใจเราแข็งแรงขึ้นบ้าง ยืนบนปณิธานของห้วงใจอย่างยืดอกเหี่ยวๆว่าเราทำได้ นิทานเรื่องนี้ยังสอนไห้รู้ว่าไม่ได้ เพราะยังเล่าไม่จบ บทสรุปอาจหักมุมจนมิอาจเลี้ยว รึว่าล้มลงอย่างบริบูรณ์ หรืออาจถึงจุดหมายปลายทางอย่างสวยสดงดงาม
และกาลเวลาย่อมพิสูจน์จิตใจมนุษย์ว่าวันเวลาแค่สามเดือนแม้ต่อตนเองจะยังมีความซื่อสัตย์อยู่ไหม?