วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ต้นข้าวเยาว์วัยกร้านดินอบแดด



ดอกหญ้าคาขาวโพลนบนคันนา โอนเอนเบนโดยแรงลมโบก
พราวพลิ้วในริ้วแดดแผด
ยกที่2ของชีวิต ฉันกลายเป็นชาวไร่อย่างเต็มตัวและเป็นชาวนาอย่างเดียวดาย
ตาเรียนเดินทางไกลสู่ความว่างเปล่าแล้ว
บทบาทหน้าที่แห่งชาวนาวัยปลดระวางของแกสิ้นสุดลง
มิได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่แม้ส่วนเสี้ยวของฤดูกาล
ก่อนการจากไปแกทำได้เพียงปรับพื้นแปลงนาไว้เท่านั้น
โดยไม่ได้สั่งเสียสิ่งใดปล่อยฉันงมโข่งอยู่อย่างสับสน
สับสนว่าฉันควรทำเช่นไร ฉันจะยังคงดำรงความเป็นชาวนาต่อไปไหม?
หรือฉันควรเดินหนีจากรากเหง้าอันจริงแท้ของชีวิตและจิตวิญญาณ
ปล่อยเรือกสวนไร่นาอันเป็นสมบัติของตาเรียนทิ้งไว้ซึ่งไม่ใช่สมบัติของฉันแม้สักอย่างเดืยว
แต่ฉันมิอาจทำได้อย่างนั้น
ฉันยังรู้สึกว่าแกยังคงอยู่ 
ซึ่งมันคือความรู้สึกแห่งการยึดมั่น อย่างไรเสียถึงวันนี้ฉันคือความโดดเดี่ยวที่มิอาจปวดร้าว
แต่มันคือความโดดเดี่ยวเพื่อจะดำรงอยู่ให้ได้แม้ที่สุดแล้วเราต่างเดินทางไปสู่ความว่างเปล่าก็ตาม


หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์แนบนอนกอดผืนดินนุ่มอ่อนจน
ต้นข้าวเยาว์วัยกร้านดินอบแดด ต้นข้าวอายุสองสัปดาห์ฝนฟ้าเพิ่งจะตั้งเค้าราดรดเอาเมื่อสองวันก่อน
เสียงหัวใจกระแหนว่า ยังดีที่ฝนฟ้าปราณี ไม่อย่างนั้นมีหวังต้นข้าวหัวหงอกตายตั้งแต่วัยเยาว์ 5 5
บนคันนาริมคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน ป่าหญ้าคา รกเรื้อโดนคมจอบตะบันเอาจนเตียนเหี้ยนปล่อยให้มันแห้งแดดสักวัน
เพื่อจะจุดไฟเผาในวันต่อมา ฉันลองพลิกฟื้นดินแข็งขืนบริเวณคันนาความกว้างเพียงหนึ่งวาเศษๆหยิบเมล็ดพันธุ์ของแตงร้าน
ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ พริก แมงลัก กะเพรา หว่านให้แนบนอนใต้ผืนดิน แขวนการรอคอยไว้กับหยาดน้ำค้างและฟ่องฝน
และลงท่อใยหินขนาดสี่นิ้วฝังลงใต้คันนาเป็นท่อส่งน้ำระหว่างแปลงนาข้าว  ภารกิจแห่งวันสิ้นสุดลง


สัปดาห์ต่อมาฉันพบว่าเมล็ดพันธุ์ของ แมงลัก กะเพรา มะเขีอ และพริก นอนหลับเพลินไม่ยอมงอกตื่น

มีเพียงแตงร้าน และถัวฝักยาว ที่แตกยอดเขียวของใบอ่อน

ดินยังชุ่มน้ำฝน หญ้าคาเปลือยปุยดอกวิ่นแหว่ง เมฆฟ้าและสายลมยังคงวนเวียนทำหน้าที่ของความ

ครึ้ม-เย็น คลับคล้ายว่าเพลงฝนยังคงจะร่ายรำ...ถึงตอนนี้ฉับบอกกับตัวเองได้อย่างเต็มปากว่าฉันจะหยัดรากของชีวิตและจิตวิญญาณปลูกต้นฝันของฉันบนผืนแผ่นดินที่ตาเรียนปล่อยไว้ให้ฉันได้หยัดยืนเพื่อพิสูจน์พละกำลังในหัวใจของฉันเอง