วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ผู้มีความรักท่วมท้นจนนองหัวใจ

                                                                        ภาพ http://pr.prd.go.th/samutprakan/images/article/news175/n20110125135257_1448.jpg
ความรัก….เป็นโรคอะไรสักอย่างไหม?
ถามตัวเองอย่างเงียบและวังเวง
“ไม่รู้นี่หว่า! “..เสียงตอบเอาเองอย่างกังวาน
พี่เม้งหรือ จาตุรนต์ ธน ผู้ยัดความรักลงหัวใจอย่างทะลักล้น
ทั้งวันและทั้งคืนเขาวุ่นวายกับการพูดกับโทรศัพท์ (รุ่นยัดถุงกางเกงและคาดสะเอว)
เขามีโทรศัพท์สองเครื่องและซิมคาร์ดอีกสี่อันเพื่อใช้ในการสับเปลี่ยน ( เวลาจะเข้าบ้านมั๊ง)
เขา(พี่เม้ง) บนใบหน้าอันแช่มชื่นผู้เรอออกมาเสียงดังว่า “รักกกก”
ข้าพเจ้าเปล่าอิจฉาหรือหมั่นไส้เขา(พี่เม้ง)
บางวัน เขาทั้งแชทและคุยกับโทรศัพท์พร้อมกันทั้งสองอย่าง
ตาดูจอ มือหนึ่งเคาะแป้นพิมพ์ อีกมือจับโทรศัพท์แนบปากและหู
เวลานาทีเดินทางอย่างซื่อ พี่เม้งไม่ใส่ใจวันและเดือน
เขายังคงอุ่น -อิน(in)กับความรักที่ระบาดหรือละบาท ล้นนองใจ
แล้วความรักที่ลับและซ่อนปิดเมียกับลูก ต้องมีอันเปิดเผยต่อสาธารณชน
ในคืนวันที่เผอเรอ ก็เพราะโทรศัพท์นั่นเอง เขา (พี่เม้ง) ลืมเปลี่ยนซิมคาร์ด เข้าบ้าน
บังเอิญ(จนน่ามั่นไส้) พี่เม้งหลับ และเมียรับโทรศัพท์ สงครามแห่งวาทะข้ามทวีปจึงอุบัติ ณ บัดนั้น
ก็ คนรักของพี่เม้งตรึงใจพี่เม้งในจินตนาการและคำหวานในโลกไซเบอร์
ส่วนเมียอยู่กันมาจนลูกวัดรอยเท้าใด้ใกล้เคียง ต่างฝ่ายจึงไม่ยินยอมกัน
สุดท้ายพี่เม้งของเราโดนหลอดไฟฟ้า ขนาดยาวเกือบวาจากน้ำมือเมียตัวเอง
จนเลือดแห่งความรักทะลักเรี่ยราดเต็มพื้นเรือน……(โธ่)

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

เรื่องของผม

ภาพ http://multiply.com/mu/bigheadredhorn/image/1/photos/32/1200x1200/7/DSC-2100.JPG?et=iMyRjMs6gRQHGJ2tjxracA&nmid=534558702
   อย่าหวั่นใจไปเลยท่านผู้ละเลียดสายตา ข้าพเจ้าเปล่าตีกรอบสิทธิ
อันจำกัดหรือจำเขี่ยใดเลย จนหลุดถ้อยคำว่า "เรื่องของผม ! "ให้ใครๆเสียอารมณ์
ข้าพเจ้าเพียงอยากกล่าวถึงผม อันหมายถึงขนบนศรีษะสัก สอง-สามนาทีคงไม่น้อยไปรึ!ว่ามากมาย
   ไอ้บักผมยาวในสายตาของหลายใคร มันกวนตีน! เพระทรงผมที่เหมือนไม่ได้หวี
ทั้งยาวทั้งหยัก จนบางท่านอยากโยนกรรไกรให้และบางท่านขันอาสา
ออกค่าตัดผมให้ หรือแม้กระทั่งยอมเปื้อนเศษเส้นผมจะตัดให้...ฯลฯ
เอาหล่ะ ขอรับ ...เหล่านั้นข้าพเจ้ายกยอดไปไว้ในความหวัง ดี ถึงดีมาก เป็นทั้งหมดทั้งมวล
มีบางใครอาจครุ่นคิดหาสาเหตุอันจริงแท้ที่ มัน(ข้าพเจ้า)บังอาจไว้ผมยาว เป็นแกะตัวดำปึดแต้มแซมหมู่เหล่า
บนทางเดินอันมีเกียรติแห่งสถานบริการประชาชนของรัฐ ที่คุณลักษณ์หรือมุมมองต้องงดงาม ในสายตาสาธารณ์
และหรือ ใครเขาอาจร้องตะโกนอยู่ในใจอันเงียบกริบและดวงตาหมิ่นแคลน
ว่า "เอ้ยไอ้เจ้าบ้านี่มันไม่ยินยอมส่องกระจกดูสารรูปตัวเองบ้างรึไง!" ประทานโทษเถอะครับ...ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน
เสียงหัวใจใครเอ่ยถ้อยคำ ( HA-HA )
ความเป็นจริงหรือสิ่งที่แท้ เป็นประการใดมีเพียงข้าพเจ้าเองที่ประจักษ์ใจ อยากถามไหม?............
ข้าพเจ้าเพียงแต่จะแก้ตัวว่าไม่มีเวลา ในการบั่นทอนความยาวของเส้นผมให้สั้นลงเหลือ
เท่าที่จริตในหัวใจใครต่อใครอยากเห็น ข้าพเจ้าเปล่าบวงสรวงหรือประกันการเซ่นไหว้
ต่อศาลพระภูมิ-เจ้าที่นายทาง กระทั่งศาลเพียงคอ หรือเพียงตาใดๆทั้งนั้น
ในการไว้ผมยาว ที่จริงไม่ได้ไว้แต่ปล่อยเพราะไม่มีเวลาเข้าร้านตัดผมอีกประการหนึ่งคือไม่เปลืองตังค์
ตัดหนึ่งครั้งต่อปี ดูท่าจะดีกว่าแน่นอน(เป็นความคิดส่วนบุคคลเท่านั้นนะขอรับ)
เพราะร้านตัดผมเขาไม่ตัดนาทีละสลึงเหมือนโปรโมชั่น โทรศัพท์ยัดถุงกางเกง..(55)
ถึงนาทีนี้ ความหมั่นไส้จากเพื่อนร่วมที่ทำงาน เริ่มยกกำลังให้ ท่าทางจะกลายเป็นรังเกียจ
"ทำไม นาย,แก,เธอ,คุณ และมึง!ไม่ไปตัดผมให้มันดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาเสียบ้าง"
อ้าว!ที่ข้าพเจ้า(กู)อยู่มาทุกวันเนี่ยมันไม่เหมือนคนเลยรึ!ไงวะ (นี่แค่เสียงคิดอยู่ในใจตัวเองเท่านั้น )
   ในที่สุดร้านตัดผมก็ไม่ได้ข้าพเจ้าเป็นลูกค้า
อาจมีคนไม่กี่คนที่ตัดผมเอาเอง ถึงทำได้ไม่บ้าก็เมา และข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในจำนวนที่กล่าวถึง
แต่ไม่ทราบได้ว่าบ้าไหม?ที่เป็นช่างตัดผมให้ตัวเอง แต่ที่แน่ๆคือข้าพเจ้าเมา......(HA-HA)

ภาวะ : บ่ม



ไม่หรอกน่า!..ความครุ่นคำนึง
วางดินแดนของภาพฝัน นั้นไว้เถิด
ล้มเลิกการหยิบฉวยอันอ้างถึงจินตภาพอันแสนงาม
“*ความจริงคือสิ่งที่ปรากฏอยู่แก่ใจ เท่าที่เรารู้ และสัมผัสได้
กระทั่งเหตุและผล “
เช่นนั้น ก็ควรแล้ว ที่ข้าฯจักปล่อยวาง 
ละวางต่อสิ่งที่ไร้ตัวตน ในดินแดนอันแสนไกล
ในห้วงเวลาที่ไม่มีจริง



กี่ครั้ง กี่คราแล้ว เล่า
ที่ข้าฯบอกต่อตัวเองเช่นนั้น
สุดท้ายเส้นใยที่หลงเหลือ 
บ่มตัวอ่อนของความคิดถึงจนเติบโต
….เสีย เต็มหัวใจ..

เพลงบทเก่าของเวิ้งใจ

                                                                                               ภาพจากอินเตอร์เน็ต




มีบทเพลงใดจะร่ำขาน
พร้อยผ่านลานใจให้คนเหงา
เย็นย่ำคำฟ้าพร่ารูปเงา
เขียนเล่าสู่ใจผ่านนัยน์ตา

มีเพลงบทใดแทนใจฝัน
กำนัลกล่อมห้วงห่วงหา
ต่อเจ้า-เล่าฝันจำนรรจา
ร้อยหอมดังบุปผา รื่นชื่นบาน

พริ้มสู่เพียรร้อยส่ำสร้อยเสียง
ร่ำเรียงเปล่งร้อง ก่องแว่วหวาน
กรุ่นปลิวพลิ้วนำดุจลำธาร-
สานสายปรายผ่านขานชุ่มเย็น

อาจเพลงพรากจากโค้งฟ้า
ชายขอบโพ้นดาริกา-พริบตาเห็น
กลั่นจากใจชายจรอ่อนไหวเอน
เร้าคิดถึงเจ้าเช่นเคยเป็นมา

อาจเพลงเก่าเคยกล่อม ย่อมอิงอุ่น
ยังคุ้นส่ำเสียงสู่เดียงสา
ด่ำเพลงคลอเสียงกีตาร์พา
ในพริ้มหลับของดวงตาเจ้าร่ายิ้ม
 

โอบกอดรั้งรอ




เมื่อไร..คนที่จากไปจะหวนมา
อาจพลั้งเผลอไถ่ถามสายลม - วันเวลา
กระทั่ง ดอกไม้ไบหญ้า
มิได้วิกลหรือว่าบ้า
แต่ทว่าเพราะรั้งรอ

ที่รั้งรอ…เพียงพอทอค่าการเกิดก่อ-
ความคิดถึง หนักอี้งพอ
เท่าที่หัวใจไม่ท้อ
จะรอคอย…

ปลายทางจักจบลงที่ตรงไหน – ในเลื่อนลอย
ทุกก้าวย่าง อ้างว้างกลับไม่ถอย
หมื่นแสนคำ ค่ำ- เช้า คอย
ได้ขีดร้อยในรอยทาง

เส้นทางมิร้างจบ ลบทาง
ใคร! เกาะกุมความอ้างว้าง
อย่างชื่น ยื่นชุ่ม
กระนั้นฝันซึ่งจึง ชอุ่ม จะ โอบกอดรั้งรอ…


วางดินแดนของความหลัง ณ ฟากฝั่งอันนิ่ง-ก่อ
ดั่งล้วนด่วนร้างจางร่องรอยห่มท้อ
กระนั้นถ้อยรั้นวอนขอ
มิเคยเพียงพอ ต่อดวงใจละโมบคอย

แม้อย่างนั้นสายใยพันธะอันนิดน้อย
หากมิอาจสลายทลายลง ยับย่อย
ข้าฯยังอยู่กับเลือนจางแห่งร่องรอย
ใจไม่คร่ำปล่อย รึ พลอยว่าปวดร้าว

กระไรใช่หวาดท้อ แม้ฤดูกาลก่อเหน็บหนาว
ทว่า วลีแห่งปรัชญ์แว่วสู่คำนึง ตรึงราว-
ถ้อยนั้น สลักเสลา
ฟังว่า “คืนหนาว ยาวนานเสมอ”
…*

* ถ้อยวลีจากที่ใดที่หนึ่งที่ข้าพเจ้าจดจำมิได้
ต้องกราบขออภัยที่ยกมาทั้งประโยค...

คือสิ่งที่อยากจะบอก


[ “ไม่มีเหตุผลใดใดระหว่างกัน...
เพราะ…ไม่สามารถลบลืมความทรงจำของ….ได้
ไม่มีแม้กระทั่งคำกล่าวลา
...เพราะไม่คิดว่าเราจะจากกัน ยังอยู่ตรงนี้เสมอค่ะ ”]

…………………

เราจากกันแล้วหล่ะคนที่รัก
จากทั้งที่บาดแผลเราเหวะหวะอย่างถ้วนทั่ว
จากทั้งที่เราเองไม่รู้ตัว
จากแพร่งทางรางสลัว – ต่างก้าวเดิน

เราจากกันแล้วหล่ะ คนรัก
เธอสำเหนียก – ฉันตระหนักความห่างเหิน
ไร้ประโยชน์ จะโลดไปอย่าง หลงทางเดิน
ฉันยับเยิน เธอยับยั้ง – ปลาสนาการ

เราจากกันแล้วหล่ะ โอ! คนรัก
กรุ่นไอเก่าเป็นเถ้าปลัก ขมขื่น ขาน
แม้อยากกอบวัน,คืน เคยชื่นบาน
หอบได้เพียงใจสามานย์ของฉันเอง
กอบได้เพียงเถ้าเปล่าดายเท่านั้นเอง...
 

หยดยิ้ม




เธอยิ้มหยดเฟื้อยสดใหม่ แห่งนาทีสีทองของชีวิต 
โดยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งฝัน
ลงในจินตนาการ ชื่นบาน….อย่างชื่นบาน
เนิ่นนาน…..กว่าเธอจักได้รำลึก 
ต่อสิ่งที่ได้ให้ทั้ง…รอยยิ้ม…และเสี้ยวหยาดแห่งน้ำตา

“อย่าหยุดยั้ง “…ต่อฝั่งฝัน หรือกระนั้น เถอะเธอเฝ้าฟัง
เสียงภายในเร่าร้อง บอกเล่าต่อตัวเอง

เฝ้ามอง…
ฟ้าขับเปลวรุ้งอุ่นแดดบ่ายอ่อนโยน หลังฟ้าวางฟ่องละอองฟุ้ง
อย่างแผ่วเย็น

ดอกไม้ในเพลงฝน หอมท่วงทำนองละอองพรมกระไอดิน
ฉุดรั้งคืนวันของวัยเยาว์มาช่วงฉายในมโนภาพ
ฉาบไว้ ภายใน..
นาทีนี้ดวงตาเธอปริ่มความชื่นบาน ขณะ
….เธอยิ้มหยดเฟื้อยสดใหม่…..