วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความเจ็บปวดที่ไม่ได้เยียวยา



11

บาง วิถี - กวี
มีใครเคยบอกเธอไหม?
ว่าดวงใจที่ไร้รัก จักขาดพร่องจินตนาการ



12
โดยไม่พบพาน
เสมือนว่ากาลเวลาค่อยๆหยิบยื่นความร้างห่างให้ขับเคลื่อน
สัมพันธภาพแห่งเราจะห่างไกลออกไปทุกที

 13
ฟ้าฉ่ำฝน
ดวงตาฉ่ำน้ำ
ปีติหรือท้นระทม

14
การหันหลังให้ความจริง
ดวงใจโดนกระทำ
ความเจ็บปวดที่ไม่ได้เยียวยา



วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ในเวิ้งใจหรือปาก

                                              เจ่าจับกับความเฉยเมยของก้อนสมองอันโง่เขลา     เอ่อ...เราหมายถึงความครุ่นคำนึงถึงการกลืนกินของปาก เราสาดกาแฟเข้าปากตกวันละ 7-8 ถ้วย เป็นความอยากของปากหรือความหิวกระหายของสันดานใจ       มิได้แสร้งดวดดื่มอวดอ้างศักยภาพของชีวิตแต่ประการใด   วิถีปากของเราเปลี่ยนไป การงดดื่มAlcoholทำให้ใจยักยอกความอยาก เหหาพฤติกรรมทดแทน โดยการยกถ้วยกาแฟซด แม้มิได้เหม่อเมาจากฤทธิ์เหล้าแกล้มถ้อยคำสนทนา แกล้มมะขามป้อม มะขามเปียก มะยม มะเฟือง มะดันฯลฯ จิ้มเกลือ ในวงเหล้าร่วมกับเหล่ามิตรสหาย แต่ก็ยังพอมีวงเหล้าบวกกาแฟ พอให้เรารู้สึกว่าชานเรือนมิอ้างว้างจนเกินไป55
  หลายครั้ง มีผู้คะยั้นคะยอให้เราร่วมดื่มAlcohoด้วย  เราทำได้เพียงแค่ยิ้มและบอกกล่าวอย่างคิดว่าสุภาพที่สุดว่า"เอ้ยของดก่อนโว้ย! อย่าเซ้าซี้เดี๋ยวความตั้งใจกูเสียศูนย์" ถึงวันนี้จิตใจเราแข็งแรงขึ้นบ้าง ยืนบนปณิธานของห้วงใจอย่างยืดอกเหี่ยวๆว่าเราทำได้ นิทานเรื่องนี้ยังสอนไห้รู้ว่าไม่ได้ เพราะยังเล่าไม่จบ บทสรุปอาจหักมุมจนมิอาจเลี้ยว รึว่าล้มลงอย่างบริบูรณ์ หรืออาจถึงจุดหมายปลายทางอย่างสวยสดงดงาม
และกาลเวลาย่อมพิสูจน์จิตใจมนุษย์ว่าวันเวลาแค่สามเดือนแม้ต่อตนเองจะยังมีความซื่อสัตย์อยู่ไหม?                            

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เสียงสนทนาของหัวใจ : canto



1
ปรายความหวัง
และถ้อยอธิษฐานในเวิ้งฟ้า
ให้สันติสุขจงก่อเกิดแด่มวลชีวิต

2
โปรยความคิดถึงกว่าครึ่งฟ้า
แล้วแต่สายลมจะนำพา
เสียงสนทนาของหัวใจ

3
ความลี้ลับของห้วงใจ
อนธการก็ต่อเมื่อ
ความสับสนของจิตก่อเกิด


4
หากชีวิตฉัน
คือ นวนิยาย
ฉันจะรักเธอคนเดียว

4.5
อีกวันสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิตที่ย่ำไป
เราต่างเหยียบย่ำซ้ำรอยเดิมในภาระชีวิต
หากแต่ภาวะของห้วงใจเราจะคงยึดมั่นให้ยาวนาน

5
จิบแดดแกล้มเหงื่อ
โลกระอุโดยแสงตะวัน
นา-ไร่ไม่หยุดฝัน

6
ฉันคือผู้ไม่วิเศษ
เป็นชาวนาชาวไร่แห่งยุคสมัย
สืบทอดพันธะจากบรรพชน

7
ใคร?ตื่นมาเพื่อดื่มซับความปวดร้าว

8
บางกอกร้าง
ความตายเบ่งบาน
ปวดร้าวหัวใจ

9
ระบำเม็ดฝน
เวทีเวิ้งฟ้า
ข้าฯไม่พบเจ้า

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ค.ฅน

ซื้อ ค.ฅน แมกกาซีน ฉบับเดือน กรกฎาคม 53 
ยังไม่ได้อ่านสักหน้า มีใครบางคนบ่นอุบ หาว่าเรา 
รสนิยมเกินภูมิปัญญา ทำตัวเป็นผู้ทรงภูมิระดับชี้นิ้ว 
ha แบบเงียบกริบและบ่นโดยไม่ปริปากว่า "กะอีแค่อ่านหนังสือเนี่ยนะ 
ต้องทำตัวให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ..เซ็งพญาครุฑ! 
เอ้าซี เซ็งเป็ดมันเด็กไป 
  แถมยังพ่วงอีกว่า ทำไมแกไม่อ่านขายหัวเราะนั้นเล่า 
ราคา สิบกว่าบาทเอ้ง 
ก็ช่วงนี้อารมณ์ไม่เสีย ยังหัวเราะเองได้โดยไม่ต้องซื้อหว่ะ! 
อีกอย่างสมองกรวงเบาเหวง อยากหาอะไรหนักๆยัดหน่อย 
ถุ้ย!เอาไม้หน้าสามฉันเียียดกะบาลให้ไหมหละ! 
น้ำหน้าอย่างแกรายได้ไม่พอจะแดก 
ฉันบอกว่าไส้แห้งๆ แกยังทุรังแถกเหงือกหน้าตาเฉย! 
โอยยยยยย...โอ้ย  พอเถิดๆ
จะบ่นหาบ้าน(วิมาน)-ขวาน มีดตะขอ อีโต้ ดาบสนิมเขรอะเกรอะกรัง อาไ้ร้ 
เราเป็นคนซื้อและอ่าน ส่วนเธอ แค่เห็น
ไม่ต้องถึงขนาด โซ่หลุดให้โลกมันวุ่นวายโหวกเหวกหรอก


  ชีวิตในเรือกสวนไร่นาเจียดเวลาจับหนังสือสักเล่มยังอ่านได้ไม่กี่หน้า
ก็ผล็อยหลับเพราะความเหนื่อยล้า 
ปีหนึ่งควักตังค์ซื้อแมกาซีนไม่กี่เล่ม ยังมีเคืองเราอีก
.......เฮ้อ สงสารปัญญาฝ่อๆของตัวเองชะมัด

เสียงสบถเทวดา




เสียงร้องก้องของเวิ้งฟ้าพร้อมกับฉีกรากฝอยรากแขนงยื่นยาวดั่งภาพยนตร์จอยักษ์ 
สว่างวาบทาบผืนฟ้า
ฝนจะตกแล้ว! ความคาดคะเนของมนุษย์กระจ้อยร่อยวาดหวัง  
ไปเก็บผ้าให้ถี! เสียงใครบางคนตะโกนบอกลูกชายวัยละอ่อน 
    หมู่เมฆเย้ยยิ้มฟ้าดำแกล้งร้องหัวเราะเยาะคล้ายๆเสียงเทวดาสบถบอก
ว่า  กลัวเกล็ดเล็กๆของเม็ดฝนตกลงดินไปตายเปล่า” 
เพราะความไร้ยางอายในหัวใจมนุษย์ ถึงโปรยปรายให้กี่ล้านๆห่า 
ก็มิอาจชำระหัวใจอันโง่เขลาและสกปรกออกได้ดอก   
ความร้อนแล้งจึงยังคงแถกแดดอันระอุ เผาเรือกสวนไร่นาอย่างแห้งเหงา  
ข่อยว่าบ่แม่นขี่ฝ่าน๊า!
ถ่าแม่น มันตกโดนแล้ว.. บักจอมว่า
แล้วมึงว่าเป็นแนวใด๋ ลุงแทนสวนถาม
ข่อยว่าแม่นควันยางรถยนต์ซุมเสื้อแดงเผาอยู่เมืองหลวงพุ้นแหลว  ha ha

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขอแสดงความดัดจริต


     ฟ้าบ้านเราเมฆมาก แต่อบอ้าวลมไม่โบกสาย
เสียงหัวใจกระหึ่มโดยเพลงคิดถึงบ้าน สำหรับคนไกลบ้านอย่างเธอ
ที่รอคอยวันกลับบ้าน

    วันเวลาคืบคลาน ชีวิตเราก้าวย่ำ
วันแล้ววันเล่า ความใหม่ความเก่าย้ำเล่าเรื่องราวของชีวิต
วันนี้เหมือนว่าการพานพบโผล่หน้าสู่การใกล้บรรจบ
บางทีในการรอคอย ช่างบีบโบยหัวใจเราจนงุ่นงอม
    เราจินตนาการไปไกลเกินกว่าระยะทางจากนี่ถึงสามเหลี่ยมทองคำ55
เช้ายันเย็นเราง่วนอยู่กับงานบริการเพื่อนร่วมโลกบนสถานบริการประชนด้านการ
รักษาพยาบาล (โอ่อ่าไหม?) 55
การบอกเล่าถึงสถานที่ทำงาน ที่แท้ก็โรงพยาบาลชุมชนนั่นเอง  
ด้วยความเป็นโรงพยาบาลชุมชน ของดินแดนที่ราบสูง 
เราจึงไม่ได้พานพบการบาดเจ็บของกลุ่มแนวร่วม นปช.และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล
ที่เข้าห้ำหั่นกันด้วยฝนเหล็กและยางรถยนต์ติดเปลวไฟพร้อมด้วยอื่นๆฯลฯ  
ที่เบ่งบานเต็มเมือง จนกลายเป็นเผาบ้านเผาเมือง
   มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่สนใจคุณธรรม ไม่ละอายต่อบาป สังคมจึงครุกรุ่นวุ่นวาย 
ไร้ความสงบสุข เข้าห้ำหั่นกันโดยกำลังของแรงกายเพื่อตัดสินจุดหมายแห่งชัยชนะ
อย่างไรเสีย ก็ขอป้องปากบอกต่อเพื่อนร่วมโลกว่าเสียใจด้วยกับผู้ที่บาดเจ็บจนล้มตาย
และดีใจด้วยกับผู้ที่บาดเจ็บแต่ไม่ตาย 
 ขอแสดงความดัดจริตของปาก

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความคิดถึง











1

เธออยู่ในความเงียบ
ดำรงไว้ซึ่งความคิดถึง
กล่องจดหมายข้าฯว่างเปล่า

2

ความคิดถึงของข้าฯ
หอบวางไว้อยู่ภายในใจ
จดหมายเก่าอ่านแล้วอ่านเล่า



3

ความคิดถึงจากข้าฯ
อาจไม่ใหญ่โตมโหฬาร 
แต่บอกเธอได้ว่าคิดถึงทุกวัน

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไอ้วันฯ

    เราแขวนความง่วงหงาวเร้าเพลียไว้บนเก้าอี้บุฟองน้ำ
อย่างหงายเจิบเหวิบ โดยความง่วงจัดและเหนื่อยเพลีย
เราจึงกลายเป็นผู้ไม่ทำงานในเวลาทำงาน
ข้อหาโดยการบันทึกของไอ้วันนะแห่งความโชคดีหรือร้าย
เราไม่สาระแนวินิจฉัย 55
  ไอวันฯชื่อเต็มๆว่า "วันนะโชค"หมายมั่นปั้นความหวัง
บวกความกระหายอยากเป็นหัวหน้าหน่วยจนออกนอกหน้า-
ตา- รูทวาร และส้นตีน  อย่างกระหืดกระเส่า
โดยการแสดงบทบาทเชิงนัยยะอัตวิถีของเด็กบ้านนอกแถวหน้า
ดีกรีพยาบาลวิชาชีพ หาบคอนความมั่นใจในตัวเองสูงเทียมปลายไผ่หัก
แนมสันดานกระเง้ากระงอดขี้เทอะ ขี้ฟ้องชอบโชว์
และชอบงัดความรกรุงรังของบ้านตัวเองมาบอกกล่าวกับผู้คน
ว่าข้าฯนี่แหระที่กวาดบ้านอยู่คนเดียว ha ha
โดยความอยากเป็นหัวหน้าหน่วยอัดแน่นเต็มดวงตา
เราจึงเรียกไอ้วันฯว่า "หัวหน้าเผ่า
ซึ่ง มีความเต็มว่าหัวหน้าเผ่าพันธุ์แห่งความแตหลอ" 55
   ไอ้วันฯลุ่มหลงหัวโขนบนกะโหลก(ไขว้)หลงลืม
ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมโลกและเพื่อนร่วมโลก
ก็ไม่อาทรไอ้วันฯเฉกเช่นเดียวกัน
ระหว่างความแปลกแยกในห้วงเวลา
ไอ้วันฯมองไม่เห็นตัวเองยืนยกมือบนแผ่นกระดาษ

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ก้มเก็บเศษเสี้ยวงานในวันเวลา

   สำนวน "ทุกนาทีมีค่า" เห็นท่าว่าจะเป็นจริงเช่นนั้นสำหรับเรา การเดินเหยียบเงาตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นย่อมหมายความว่าเราหมกมุ่นอยู่กับงานกลางแดดจ้าจนผิวเกรียมไหม้วันแล้ววันเล่า  มือหยาบกร้านที่ไล้ลูบคมมีดคมเลื่อย มิครั่นคร้ามต่อความเหนื่อยล้า ถั่งทนกับความร้อนร้ายของแดดที่ระอุราวกับยืนเคียงไฟกองใหญ่ บางวันเราแบกความปวดแสบปวดร้อนทั้งคันคะเยอเต็มแผ่นหลังเมื่อกลับถึงเรือน ความรู้เท่าทันในวันต่อๆมา เราละเลงโลชั่นป้องกันแสงแดดก่อนสวมเสื้อสักสองตัวและถึงแม้ว่ามันจะป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทาอะไรเลยแล้วจึงเคลื่อนย้ายตัวตน       คร่อมบนเบาะมอเตอร์ไซด์แนววิบากพันธุ์ทางกระเตงสู่ผืนไร่
  สัมภาระและเครื่องเคราของชายชาวไร่ไม่มีอะไรยุ่งยาก มีย่ามหนึ่งใบข้างในบรรจุขวดน้ำดื่ม,มีดประจำกาย วิทยุทรานซิสเตอร์และกล่องยาสูบ เลื่อยสองปื้นเล็กและใหญ่
หมวกปีกกว้างอย่างคาวบอย และที่ขาดไม่ได้ ผ้าขาวม้า้ (ha ha)
   ผืนไร่หอมหวลในบรรยากาศยามเช้าแดดยังไม่แรง  ยูคาลิปตัสรุ่นที่สองอายุ5เดือนแตกกอครึ้มเขียวไหวเอนล้อลมและแจ่มแดดนวลตา  ภาระของเราคือตัดกิ่งและลำต้นที่ไม่ตรงโค้ง งอเล็กแกนทิ้งเพื่อให้ต้นที่เหลือมันขึ้นได้เร็วเมื่อหน้าฝนมาถึง เราไม่เร่งรีบร้้อนรนค่อยๆทำไปเรื่อยๆเมื่อว่างจากงานประจำ    แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าวันเวลา มันน้อยนิดเหลือเกินสำหรับการทำงานในผืนไร่

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

น้ำจากใจ



ttp://www.baanjomyut.com/bookhandmake/013.jpg




น้ำจากฟ้าเงียบหาย 
อย่างไร้วี่แวว 
น้ำจากใจจิบได้ไม่เคยจาง

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เราคือภาพฝันของกันเมื่อตื่น

มีบทเพลงใดอีกไหม? 
แผ่วไหวผ่านหวิวแล้วปลิวหาย 
อาจเพียงเรื่องเล่าบนเงาทราย 
ลมปรายกรายเกลี่ยเหลือเงียบงัน 

มีหัวใจใดอีกไหม? 
ร้างไร้คำรักจักฝัน 
หลงเหลือเพื่อแต่งแบ่งปัน 
ใจอันอุ่นรักพักพิง 

ยอมรักโดยรักสักวาด 
คนขลาดบาดแผล-แน่นิ่ง 
หรือโดยอ่อนแอแท้จริง 
บางสิ่งบางอย่างร้างไก 

เราคือภาพฝันพลันตื่น 
หยิบยื่นความงามความหมาย 
แด่โลกบางด้าน-ลานทรา 
เราปรายเพลงใจ -เงียบงันฯ 

โดยปีกของนกความฝัน





 
เสียงเธอยังแผ่วแว่วในห้วงใจเสมอ 
คล้ายบทเพลงของวันเวลาที่มิเคยร่วงสมัย 
บางคราอยู่แสนไกล 
บางครั้งเหมือนอยู่ใกล้ดั่งเสียงกระซิบ 

เช่นนั้น ดวงใจฉันจึงโบยบิน 
ดุจปีกของนกความฝัน 
แหวกว่ายสายลมและเวิ้งฟ้า 
อันมิสิ้นสุด 
และปีกนั้นบรรทุกความหวังดีตั้งมากมาย 
ความคิดถึงอันแสนหอม 
ความงดงามของชีวิตที่ฉันบรรจงเก็บไว้ในคืนวันอันแสนดี 
และ บางปรารถนาแห่งปีกนั้นอยากโอบกอดเธอไว้ 
อย่างเอ่ออุ่น สักคราครั้ง.. 

 
โดยปีกของนกความฝัน 
ขณะวันเวลากลืนฉันหายไป 
ในเวิ้งฟ้าของความเงียบร้าง 
ใช่ฉันยังฝัน เกินกว่าจิตวิญญาณเงียบงันยังฝันใฝ่ 
เท่าที่ความปรารถนาในดวงใจแห่งปีกนั้น ยังรั้งรอ 
เพื่ออ้อมกอดอันอุ่นนั้น จักทดแทนคำรักที่มิได้เอ่ยบอก 
ทอความคิดถึงอันอึงคะนึง ที่มิได้กระซิบ 
เช่นนั้นฉันอาจเทียบเคียงความครุกรุ่นวุ่นวาย 
ของภาวะใจอันคว้างคำนึง ร้องร่ำบทเพลง 
อันกรุ่นหอม โดยฉันวาดหวังว่าจะมีเธอ 
และดวงตาที่ฉันคุ้นอุ่น ได้เฝ้าฟัง.. 

 

บริบทของฉันในวันเวลา 
คือปีกแห่งดวงใจและวิญญาณ์ 
ที่โบยบินสู่เธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 
ฟ้าเริงแดด หัวใจฉันเริงฝัน 
และฉันภาวนาให้ฝนตกสักครา 
โลกมันร้อน และใจฉันก็ร้อน 
นับวันเวลารอคอยเธอจะกลับ 
ได้พบพาน